วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

ข้อคิด เพื่อชีวิตที่ดีของการทำงาน


1. มนุษย์สัมพันธ์:   ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เพื่อนๆที่ทำงานไม่ชอบ ไม่อยากคุยด้วย หรือ เข้ากับเพื่อนในที่ทำงานไม่ได้เลย คงต้องถึงเวลาพิจารณา และ ปรับปรุง ทักษะด้านสัมพันธ์กันเร่งด่วนแล้วละ อย่ามัวแต่หลอกตัวเองว่า เราดีแล้ว เป็นไปไม่ได้หรอกเพราะถ้าเราดีจริงแล้วเราจะไม่มีเพื่อนเอาเลยหรือ มนุษย์สัมพันธ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก คุณไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ ถ้ามนุษย์สัมพันธ์คุณแย่มากๆ ต่อให้คุณเก่งแค่ไหนก็ตาม มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และ แน่นอนคุณเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องติดต่อกับคนอื่น
 และถ้าคนในองค์กรคุณยังไม่สามารถทำได้ดี ก็คงลำบากถ้าจะให้หัวหน้าคุณเห็นว่า คุณจะสามารถทำได้ดีกับคนภายนอกองค์กร เพราะฉะนั้น เรามาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆ ในองค์กรกันก่อนดีกว่า

  2. ทีม: คุณทำงานเป็นทีมได้หรือเปล่า เคยสังเกตตัวเองไหมว่า คุณทำงานเป็นทีมได้ดีแค่ไหน หรือว่า ต้องทำงานคนเดียวถึงจะดี?
 ในอนาคต การทำงานจะเน้นบุคคลที่ทำงานเป็นทีมได้ดีมากกว่าคนที่ชอบทำงานคนเดียว คุณทราบหรือไม่ว่า ในขณะนี้ทุกมหาวิทยาลัยในอเมริกา มีคอร์สฝึกสอนการทำงานเป็นทีมเพื่อรองรับความต้องการตลาดแรงงานในอนาคต ทำไมต้องเน้นเป็นทีมนะหรือคะ? ก็ต่อไปโลกเราก็จะแคบลงเพราะการพัฒนาในด้านต่างๆมีมากขึ้น การทำงานก็ต้องเป็นทีมมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผู้มีทักษะในการทำงานเป็นทีม และ เป็นผู้ร่วมทีมที่ดีจะเป็นข้อจำเป็นในการทำงานทุกที่

3. Committed: หรือ ข้อตกลงในการทำงานระหว่างคุณกันคนอื่นๆไง นึกไว้เสมอเลยนะว่า อะไรที่คุณรับปากกับใครก็แล้วแต่ คุณต้องรับผิดชอบ และ ทำให้ได้ตามที่รับปาก ถ้าไม่ได้ หรือว่าล่าช้ากว่าที่เรารับปาก คุณต้องแจ้งล่วงหน้าให้แก่บุคคลที่คุณรับปากอย่างน้อยสองหรือสามวัน อันนี้เป็นมารยาททางการทำงานที่ดี เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะรับปากใครในเรื่องของการทำงาน คิดให้รอบคอบก่อนนะ

4. ฉันเป็นฉันเอง: ประเภทสาวมั่น หนุ่มมั่น ที่เราอาจจะเห็นจากทีวี หรือ ภาพยนตร์ ถ้าจะนำมาใช้คุณต้องดูเวลา และ สถานที่ให้ดีก่อนนะไม่งั้นแทนที่จะช่วยเสริมให้คุณดูดี มีภาพพจน์ กลับจะทำลายอนาคต ทางการทำงานของคุณไปเลย หลักการที่ดี ก็คือ ดูบุคคลที่เราติดต่อด้วย และ จะมั่นใจอะไร ก็ควรกระทำอย่างพอดี และเราจะเป็นที่ชื่นชมว่าเป็นคนมีมารยาท และประสบความสำเร็จในการติดต่อทางธุรกิจ

          ในความเป็นจริงการติดต่อธุรกิจ คุณไม่สมควรใช้เหตุผลของสาวมั่นหรือหนุ่มมั่นมาใช้มากกว่าการเป็นคนเรียบร้อยมีมารยาท เพราะฉะนั้นข้อนี้ต้องระวังให้ดีนะคะ ใช้ให้ถูกที่ และ ถูกเวลา

          5. ขออยู่เงียบๆคนเดียว: ข้อนี้สำคัญมาก อย่าพยายามทำตัวไม่แคร์ใคร ไม่รู้จักใคร เพราะสุดท้ายคุณจะเวียนไปหัวข้อแรก และ แน่นอน คุณจะเป็นคนแรกที่ทุกคนลืม อย่าเป็นคนที่เครียดง่าย สนุกยาก ใครๆเข้าหายาก คงจะดีกว่า ถ้าคุณจะทำตัวเป็นคนที่ยิ้มง่าย และ เป็นมิตรกับทุกคน เวลาเศร้า เก็บไว้กับคนสนิท และรู้ใจดีกว่านะ

          6. ธุระส่วนตัว: ธุระทุกประเภทที่เป็นส่วนตัวของคุณ คุณอย่าใช้เวลาทำงานมาทำเป็นอันขาดเชียวนะ จำไว้เลยนะคะ เบอร์โทรศัพท์เอาไว้ให้เฉพาะลูกค้าที่จะโทรติดต่อเรื่องงาน อย่าให้เบอร์ที่ทำงานกับเพื่อนหรือแฟน แล้วก็คุยกันนอกเรื่องกันเป็นวันๆ รับรองได้ว่า อนาคตทางการงานของคุณคงจะไม่รุ่งแน่นอน เพื่อให้ประสบความสำเร็จทางการทำงานบางท่านถึงกับตั้งกฎไว้กับตัวเองเลยก็มีว่า ในชั่วโมงการทำงาน เขาจะไม่ทำอะไรที่ไม่ใช่งาน เช่น ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่คุยโทรศัพท์ส่วนตัว ไม่ไปธนาคาร สำหรับธุระส่วนตัวก็จะใช้เวลาที่ไม่ใช่เวลางานเท่านั้น

          7. ความรัก: ไม่ได้เด็ดขาดสำหรับความคิดที่จะมีความรักในที่ทำงานเดียวกัน จริงๆคุณก็ทำได้ แต่รับรองได้ว่า มันจะทำลายอนาคตการทำงานของคุณ เพราะทุกคนจะมองเหมือนจับผิดว่าคุณใช้เวลาในการทำงาน มาสร้างตำนานรักมากกว่า อย่าเสี่ยงจะดีกว่านะ

          8. เป้าหมาย: เป้าหมาย และ เป้าหมาย เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับเจ้านายของคุณ ถ้าคุณทำงานแบบมีเป้าหมายว่า งานแต่ละอย่างที่อยู่ในความรับผิดชอบของคุณมีแผนการเสร็จเมื่อไหร่ คุณมีเป้าหมายในการทำงานอย่างไรให้ประสบความสำเร็จตามที่หัวหน้า หรือ บริษัทตั้งเป้า ถึงคุณจะทำไม่ได้จริง [แต่คุณต้องพยายามเต็มที่แล้วนะ] รับรองได้ว่า หัวหน้าคุณคงมองคุณแบบไม่ธรรมดา และจะเป็นโอกาสที่ดีของคุณในการทำตัวให้น่าเชื่อถือ แต่ระวังอย่าใช้เป้าหมายมาพูดและทำไม่เคยได้เลย เพราะจะกลายเป็นการคุยอวดมากกว่า

          9. บุคลิก: สุภาษิตที่ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ยังคงใช้ได้ดีเสมอ บุคลิก และ การแต่งกาย เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่จะช่วยกำหนดความสำเร็จทางการทำงานของคุณ อย่าพยายามแต่งกายมากเกินไป หรือ น้อยเกินไป และที่สำคัญ อย่าแต่งกาย แบบที่ไม่ใช่คุณ คุณอาจจะเห็นดารา นางแบบ ใส่เสื้อตัวหนึ่งสวย แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะสวยเหมือนนางแบบถ้าคุณเอามาใส่  การแต่งกายที่ดี สำหรับการทำงาน ก็คือ สุภาพ และ โชว์บุคลิกเฉพาะของคุณออกมา

          ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า แต่งกายแบบไหนเหมาะกับคุณ ขอแนะนำให้ถามคนที่คุณสนิท และจริงใจกับคุณ คุณก็จะได้แนวการแต่งกายที่เหมาะกับคุณ หรือถ้ามีตังค์ก็อยากแนะนำให้หาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ แต่ก็ต้องระวังนะคะ หลายสถาบันสอนบุคลิกภาพ ชอบสอนให้แต่งตัวแบบเหมือนๆกันหมด จนบังความมีเสน่ห์ของคุณไปเลยก็ได้ ดีไม่ดีกลายเป็นหุ่นยนต์รุ่นต่างๆที่เราเห็นก็ทราบทันทีว่าไปเข้าสถาบันสอนบุคลิกภาพที่ไหนมา ทางที่ดีต้องปรึกษาหลายคนๆก่อนตัดสินใจนะคะ

          10. หัวหน้า: หัวหน้าก็คือหัวหน้า อันนี้คุณต้องระวังอย่างมาก อย่าทำตัวสนิทกับหัวหน้า จนคุณเผลอ ทำตัวไม่เคารพ หรือ เผลอเล่นจนเกินงาม สำหรับหัวหน้า สิ่งที่ดีและ เป็นประโยชน์กับคุณมากที่สุด ก็คือ การให้เกียรติ และ แน่นอน ทุกครั้งที่คุณอยู่กับหัวหน้า หน้าที่หลักของคุณคือ การทำให้หัวหน้าของคุณ ดูดี อยู่เสมอในสายตาผู้อื่น จะด้วยคำพูด การกระทำ คุณก็ไม่มีสิทธ์ทำให้หัวหน้าของคุณกลายเป็นตัวตลก เสียหน้า หรือ ดูไม่ดีในสายตาคนอื่น โดยเด็ดขาด

          11. นินทา: อย่าได้เผลอตัวไปอยู่ในกลุ่มของการนินทาใดๆในที่ทำงานโดยเด็ดขาด เพราะสุดท้ายคุณจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด หรือดีไม่ดี กลายเป็นผู้เริ่มการนินทา โดยคุณไม่ได้ทำ ถ้าคุณต้องเจอภาวะการณ์คุยแบบไม่ได้ประโยชน์ หรือ การนินทาขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทางออกที่ดีของคุณก็คือ อย่าพูดเห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย โดยเด็ดขาด คุณทำได้แค่ นั่งฟัง โดยไม่ออกความคิด ให้บอกว่าไม่แน่ใจ หรือ ไม่รู้ หรือขอตัวออกจากวงสนทนา อ้างว่าไปห้องน้ำหรือมีธุระต้องทำ ที่นี้คุณก็ไม่เสียเพื่อน และ ก็ไม่เสียงานอีกต่างหาก

          12. สร้างสรรค์: หัวใจของความสำเร็จทางการทำงาน คือ ความคิดสร้างสรรค์ อย่าพยายามเป็นคน ใครว่าอะไร ฉันก็เห็นด้วยไปเสียทุกอย่าง คุณไม่จำเป็นต้องเถียง หรือ โต้แย้ง ถ้าคุณยังไม่มีข้อมูล หรือ ยังไม่กล้าพูด แต่ คุณต้องพยายามฝึกสมองของคุณให้คิดในแบบของคุณอยู่เสมอ ทุกการทำงานของคุณ คุณต้องพยายามคิดว่า คุณจะทำอะไรเพิ่มเติมให้งานที่ทำอยู่ปัจจุบัน ดีขึ้น สะดวกขึ้นกว่าเดิมได้ไหม หลักของการเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ง่ายๆ ก็คือ กล้าคิด คิดให้บ่อย คิดให้มาก และคุณก็จะเป็นคนคิดสร้างสรรค์

          ทั้งหมด 12 ข้อ เป็นสิ่งที่เราจะต้องระลึกอยู่เสมอในการทำงาน เพื่อส่งเสริมการทำงานของเราให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ที่นี้เราก็สามารถมั่นใจได้ว่า นอกจากเราจะเก่งงานที่รับผิดชอบ เรายังเก่งในการเป็นเพื่อน และ ผู้ทำงานที่ดีขององค์กรด้วย

เป็นบทความที่ดีมากอีกบทความหนึ่ง ก็ขอฝากไว้ให้กับคนทำงานทุกคน แต่สำหรับคนที่ยังไม่ทำงาน ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

สร้างมนุษยสัมพันธ์ สร้างความคิดที่ดี ชีวิตการทำงานก็จะเป็นสุข อย่าลืมนะครับ

credit : http://paaying.wordpress.com

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

7 วิธีสร้างสุขให้ชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน และเรื่องส่วนตัว แล้วความทุกข์ใจแอบย่องเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร เราจะจัดการกับมันอย่างไร เพื่อให้ความสุขอยู่กับเราตลอดไป นี่คือ 7 วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้ความสุขอยู่เคียงคู่กับคุณตลอดไป 
 1.มีความรัก เมตตา และมีน้ำใจให้สรรพสิ่งรอบตัว เริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น ช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ กดลิฟต์รอคนอื่นๆ ขับรถอย่างมีน้ำใจ หยุดรถให้คนข้ามถนน และอย่าลืมส่งยิ้มให้ผู้คนรอบข้าง แค่นี้ ความสุขของคุณก็เริ่มขึ้นแล้ว 

 2.มีความเชื่อมั่นและมีภูมิใจในตัวเองอยู่ตลอดเวลา ความคิดและคำพูดที่ว่า ฉันโง่ ฉันไม่เก่ง ฉันขี้เกียจ ฉันสวยน้อยกว่าคนอื่น เหล่านี้ลืมไปได้เลย คิดเสมอว่าเราเป็นคนหนึ่งที่มีศักยภาพไม่ด้อยไปกว่าใคร

 3.ทำในสิ่งที่อยากทำอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องงานหลัก งานอดิเรก การเล่นกีฬา หรือกิจกรรมอื่นใดก็ตาม ถ้าชอบแล้วละก็ ทุ่มเททำไปให้เต็มที่แล้ว ความสุขจะหนีไปไหนเสีย

 4.มอบความไว้วางใจให้ผู้อื่นบ้าง เปิดใจให้กว้าง รับฟังทุกเสียงอย่างพิจารณา อย่างน้อยก็เป็นการแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบต่างๆ ลงได้บ้าง

 5.มองวันนี้อย่างมีความสุข โยนอดีตที่ไม่ดีหรือความผิดพลาดที่ไม่น่าจดจำทิ้งไป เหลือไว้แค่เป็นบทเรียน 

 6.ยอมรับความจริงด้วยความเข้าใจ เพราะอยู่ดีๆ อาจถูกนินทาว่าร้าย หรือต้องกังวลกับสิ่งที่เข้ามากระทบกับชีวิต อย่าท้อแท้ หรือถอยหนีกับเรื่องราวแย่ๆพวกนี้ การถอยหรือหนีปัญหา อาจรู้สึกดีชั่วครั้งคราว แต่การเผชิญหน้ากับปัญหาทุกเรื่องอย่างเข้าใจและมีสติ เพียงเท่านี้ก็ยิ้มรับความสุขได้เท่าที่ต้องการ

 7.คิดพร้อมกับวางแผนการจับจ่ายใช้สอย และบริหารจัดการการเงินในกระเป๋าอย่างรอบคอบ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องการวางแผนการใช้เงินใกล้บ้าน

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

ความรักกับการคาดหวัง

ความรัก กับการคาดหวัง
*รัก* ไม่มีคำว่าเศร้า ทุกข์ ขมขื่น หรือทำอะไรให้รู้สึกไม่ดี
*รัก* มีแต่สิ่งดีๆ ให้กันและกัน
สิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากรัก แต่เกิดจากการคาดหวัง
ที่แต่ละคนคิดว่าหากรักกันแล้ว...ต้องทำให้ได้ทุกอย่าง
ในความป็นจริงแล้วใช่อย่างนั้นหรือ...
การคาดหวังเกิดขึ้นได้กับทุกคน
แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อสิ่งที่คาดหวังของคนสองคนไม่ตรงกัน
คุณคงนึกภาพออก...
แล้วยิ่งถ้าคุณทำอะไรเพื่อคนที่คุณรักแล้ว แต่ไม่ตรงกับคนที่รักคุณ
คาดไว้สิ่งนั้นก็หมดความหมาย...
คนทำก็หมดกำลังใจ ทำตั้งเยอะไม่ได้อะไร ตอบแทนเลย
จึงกลายเป็นการเรียกร้องเกิดขึ้น
เมื่อคุณเป็นฝ่ายให้แล้ว ทำไมอีกฝ่ายไม่เป็นฝ่ายให้บ้าง
โดยคุณอาจลืมไปว่า อีกฝ่ายก้ได้ให้คุณเหมือนกัน
เพียงแต่สิ่งนั้นไม่ได้ตรงกับที่คุณคาดไว้ และมันไม่มีความหมายกับคุณเลย
เมื่อคน 2 คนคิดไม่ตรงกัน... ที่ต้องการจะเป็นฝ่ายรับ
หรือเรียกร้องที่จะรับ โดยบอกให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายให้...
ความทุกข์ต่างๆ ก็จะตามมา
*รัก* ไม่ต้องคาดหวัง...
ทำให้เมื่ออยากทำ...ไม่ต้องรอสิ่งตอบแทน...
และรับในสิ่งที่อีกฝ่ายให้เมื่อเขาอยากให้.... ไม่ต้องเรียกร้อง
เป็นตัวของตัวเองในบางครั้ง...
โอนอ่อนในบางที...
สิ่งดีๆ ก็จะเกิด *รัก* ก็จะปรากฎ

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

ขอ...แค่ได้ฝัน

อยู่ตรงนี้ดีกว่า ขอแค่มองเธอไกลไกล
แค่เก็บเธอไว้ในใจ ไม่ต้องการจะผูกพัน
ไม่ได้เรียกร้องอะไร
ขอแค่มองแค่ได้ฝันไม่สำคัญ ว่าเธอนั้นมีใคร

แอบส่งยิ้มให้เธอ แม้ว่าเธอไม่เห็นมัน
ยังเก็บไปฝันกลางวัน แม้ว่ามันไร้จุดหมาย
เก็บความหวั่นไหวที่มี กับรักครั้งนี้เป็นไปไม่ได้
ไม่เป็นไร สุขหัวใจแค่ได้ฝัน

แค่ขอ เป็นคนห่วงใย ได้รักไกลไกล
คิดถึงใกล้ใกล้เท่านั้น
ไม่คิด จะไปยืนแทนเขาคนนั้น
ได้แค่ฝัน ฉันขอแค่นั้นก็พอใจ

แอบส่งยิ้มทุกวัน แม้ว่ามันเหมือนคนบ้า
ยังคิดถึงทุกเวลา แม้ว่าฟ้าไม่เข้าใจ
เก็บความหวั่นไหวที่มี กับรักครั้งนี้เป็นไปไม่ได้
ไม่เป็นไร สุขหัวใจแค่ได้ฝัน

แค่ขอ เป็นคนห่วงใย ได้รักไกลไกล
คิดถึงใกล้ใกล้เท่านั้น
ไม่คิด จะไปยืนแทนเขาคนนั้น
ได้แค่ฝัน ฉันขอแค่นั้นก็พอใจ

แค่ขอ เป็นคนห่วงใย ได้รักไกลไกล
คิดถึงใกล้ใกล้เท่านั้น
ไม่คิด จะไปยืนแทนเขาคนนั้น
ได้แค่ฝัน ฉันขอแค่นั้นก็พอใจ

สุขแค่ฝัน ฉันขอแค่นั้นก็พอใจ

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

มาฆบูชา..วันสำคัญของพระพุทธศาสนา

นมาฆบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับชาวพุทธ เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
หากปีใด เป็นอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหนจะเลื่อนไปตรงกับวันเพ็ญเดือน ๔
หลังจากการตรัสรู้ของสัมมาสัมพุทธเจ้า ๙ เดือน ได้มีพระสาวกเดินทางมาเฝ้าพระพุทธองค์พร้อมกันเป็นครั้งแรกโดยมิได้นัดหมายเป็นจำนวนถึง ๑ ,๒๕๐ รูป ณ เวฬุวันมหาวิหาร ชานเมืองราชคฤห์ เมืองหลวงของแควันมคธ ประเทศอินเดีย

การประชุมครั้งใหญ่ของพระสาวกนี้เรียกว่า “มหาสันนิบาต”

มีลักษณะพิเศษ ๔ ประการเรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” กล่าวคือ

๑.เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ หรือ มาฆมาส
๒.มีพระสงฆ์มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ๑ ,๒๕๐ รูป
๓.พระสงฆ์เหล่านี้ ล้วนเป็นพระที่บวชโดยพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา ”
๔.พระสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖

พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศหลักธรรมสำคัญของพระพุทธศาสนาเสมือนหนึ่งรัฐธรรมนูญที่ใช้เป็นกฎหมายแม่บทสำคัญสูงสุดของประเทศ

คือทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์ ให้พระสาวกถือเป็นหลักปฏิบัติเพื่อนำไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีเนื้อหา ๓ ประการ

๑. อุดมการณ์
พระพุทธศาสนามีจุดหมายสูงสุด ได้แก่ พระนิพพาน คือการดับสูญจากกิเลศ และทุกข์ทั้งปวง อันจะทำสำเร็จได้ด้วยพึ่งตนพากเพียรด้วยการกระทำของตนเอง ไม่ใช้สำเร็จด้วยการอ้อนวอนร้องขอจากเทพองค์ใด

อุดมการณ์ ๔ ได้แก่

- ความอดทน อดกลั้น คือ ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ
- ความไม่เบียดเบียน คือ งดเว้นจากการทำร้าย หรือ เบียดเบียนผู้อื่น
- ความสงบ ได้แก่ การปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ
- นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

๒. หลักการ
หลักคำสอนอันเป็นหัวใจในด้านปฏิบัติของพระพุทธศาสนาคือ

- ไม่ทำความชั่วทั้งปวง
- ทำกุศลธรรมความดีให้ถึงพร้อม
- ทำจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส

๓. วิธีการ
พุทธวิธีในการนำธรรมะสู่จิตใจชาวโลกด้วยเมตตา

- ไม่มีการกล่าวร้ายใคร
- ไม่มีการทำร้ายใคร
- รักษาวินัยเคร่งครัด
- รู้จักประมาณในการกินอาหาร
- อยู่ในที่อันสงบสงัด
- ฝึกฝนพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ด้วยการบำเพ็ญสมาธิอยู่เสมอ

การปฏิบัติพุทธศาสนากิจในวันมาฆบูชา ที่นิยมโดยทั่วไป ก็คือ

-ทำบุญตักบาตร หรือนำภัตตาหารไปถวายพระสงฆ์แล้ว กรวดน้ำ แผ่ส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว
-บริจาค ให้ทาน แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม
-การปล่อยสัตว์ เช่น โค กระบือ นก ปลา เป็นต้น
-ฟังธรรมะ รักษาศิล ๕ ศิล ๘ เป็นต้น
-บำเพ็ญภาวนา ทำสมาธิ – วิปัสสนากัมมัฎฐาน
-นำดอกไม้ธูปเทียนไปเวียนเทียนที่พุทธสถานต่างๆ เช่น ที่วัดต่างๆ ที่ท้องสนามหลวง หรือที่พุทธ มณฑล เป็นต้น

จะพากันนำดอกไม้ ธูปเทียน ไปที่วัดเพื่อชุมนุมกันทำพิธีเวียนเทียน รอบพระอุโบสถ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์โดยเจ้าอาวาสจะนำว่า นะโม ๓ จบ จากนั้นกล่าวคำ ถวาย ดอกไม้ธูปเทียน ทุกคนว่าตาม จบแล้วเดิน เวียนขวา ตลอดเวลาให้ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จนครบ ๓ รอบ แล้วนำดอกไม้ ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่ทางวัด เตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี

Cr: teenee.com

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

ความประทับใจเมื่อแรกพบสร้างได้

First Impression เป็นคำคุ้นหูเมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์พบคนแปลกหน้า และยิ่งต้องสร้างสัมพันธไมตรี ภาพลักษณ์เมื่อแรกเห็นยิ่งสำคัญ เพราะธรรมชาติของคนเรามักตัดสินคนจากภายนอกในครั้งแรกที่เจอ ฉะนั้นการทำให้คู่สนทนาส่งความรู้สึกดีๆให้ ทำได้ไม่ยาก เพียง...


รักษาเวลา เพราะเวลาเป็นตัวสะท้อนความสนใจ ใส่ใจ และความรับผิดชอบของคุณ


เตรียมความพร้อมก่อนเจอกัน เริ่มจากแต่งกายให้เหมาะสมถูกกาลเทศะ คำนึงถึงความสะอาดสะอ้านของเสื้อผ้า การให้เกียรติกับกิจกรรมที่เข้าร่วม ให้เกียรติเจ้าของงาน และให้เกียรติสถานที่ อีกทั้งควรศึกษาวัฒนธรรมองค์กรที่จะไปนำเสนองาน เพราะการรู้เขารู้เราจะทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง


รอยยิ้มแห่งชัยชนะ ขอให้นึกไว้เสมอว่าคุณยิ้มโลกยิ้ม เพราะรอยยิ้มเป็นใบเบิกทางเชื่อมไมตรีที่ดีที่สุด รอยยิ้มที่อบอุ่นแฝงไปด้วยความเชื่อมั่นจะทำให้คุณเป็นคนที่น่าสนใจอย่างคาดไม่ถึง


เป็นตัวของตัวเอง อย่าเรื่องมาก จะช่วยให้คุณดูผ่อนคลายและมิตร แต่อย่าเป็นตัวของตัวเองจนเกินขอบเขต เพราะอาจทำให้คู่สนทนาอึดอัดและเข้าถึงยาก


การพูดคุยให้ประทับใจ หลังรู้จักและทักทายกันแล้ว หัวข้อสนทนาต่อไปควรเป็นคำถามปลายเปิดซึ่งคิดว่าคู่สนทนาสามารถตอบได้โดยไม่อึดอัดใจ และระหว่างรับฟังคุณควรแสดงความกระตือรือร้น ซักถามด้วยความจริงใจ เพราะจะทำให้คู่สนทนาภูมิใจที่ได้เล่า ส่งผลให้การสนทนาออกรส


สุภาพและใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อย การเป็นคนมีมารยาทดีและใช้ภาษาสุภาพจะทำให้คู่สนทนาประทับใจ ส่วนการใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยจะทำให้คู่สนทนารู้สึกได้ถึงความรอบคอบของคุณ เช่น การปิดโทรศัพท์มือถือขณะร่วมประชุม

Cr: teenee.com

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

วิธีลดอาการกรดไหลย้อน(เกิร์ดหรือ GERD)

(1). กินมื้อเล็กๆ (eat smaller meals)

อาหารมื้อเล็กๆ ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารไม่นาน อาหารมื้อใหญ่ค้างอยู่นานหลายชั่วโมง ทำให้โอกาสเกิดการไหลย้อน (reflux) เพิ่มขึ้น
ให้ลองกินมื้อเล็กๆ วันละหลายๆ มื้อดู เช่น วันละ 4-5 มื้อเล็กๆ แทน 2-3 มื้อใหญ่ๆ ฯลฯ
(2). ผ่อนคลาย (relax)

ความเครียดทำให้กระเพาะฯ หลั่งกรดออกมามากขึ้น เพราะฉะนั้นขอให้นั่งลง... กินช้าๆ เคี้ยวช้าๆ ไม่รีบร้อน
หลังจากนั้นให้หาอะไรที่คลายเครียดทำเพิ่มขึ้น เช่น ฝึกหายใจช้าๆ ลึกๆ (deep breathing) ฝึกสมาธิ ไทเกก-ไทชิ โยคะ ฯลฯ
(3). ตั้งตัวตรงเข้าไว้ (remain upright)

ให้ตั้งตัวตรง (นั่งหรือยืน) หลังอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมง นั่นคือ "เพลไม่เพล(เพล = ฉันหรือกินข้าวเที่ยง; ไม่เพล = มื้ออื่นๆ)ก็อย่าเพิ่งเอน"
การนอนหลังอาหาร ก้มตัวลงนานๆ หรือยกของหนักหลังอาหารจะทำให้กรดไหลย้อนได้ง่าย เรื่องนี้เปรียบคล้ายขวดใส่น้ำ... ถ้าจับขวดตั้งไว้ น้ำคงจะไม่หกง่ายๆ แต่ถ้าเอียงขวดลง น้ำจะหกออกจากขวดได้ง่ายขึ้น
(4). อย่ากินมื่อใหญ่ก่อนนอน (avoid eating)

อย่ากินอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
(5). ลดน้ำหนัก (lose weight) ถ้าจำเป็น

น้ำหนักที่เกินจะทำให้ไขมันใต้ผิวหนังรอบพุง และไขมันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น บีบกระเพาะฯ ทำให้กรดไหลย้อนได้ง่าย
ถ้าช่องท้อง "เบา โล่ง โปร่ง สบาย" หน่อย... โอกาสกรดไหลย้อนจะลดลง
(6). ไม่สวมเสื้อผ้าคับ (loosen up = ทำให้หลวม)

ไม่ควรสวมเข็มขัด รัดประคต(สายคาดเอวพระ) หรือสายคาดเอวแน่น และไม่สวมเสื้อผ้าคับรัดรูป
การสวมเสื้อผ้าคับทำให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น โอกาสเกิดกรดไหลย้อนเพิ่มขึ้น


(7). หลีกเลี่ยงอาหารบางอย่าง (avoid foods that burn = หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ไหม้ หรือเกิดอาการแสบร้อนในอก)

อาหารบางอย่างทำให้กระเพาะฯ หลั่งกรดออกมามากขึ้น ทำให้อาหารค้างในกระเพาะฯ นานขึ้น หรือทำให้กล้ามเนื้อหูรูดด้านบนกระเพาะฯ คลายตัว (คล้ายๆ กับการเปิดปากถุงทะเล) ผลคือ ทำให้กรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้น
ควรลดปริมาณ (ไม่จำเป็นต้องงด ยกเว้นช่วงอาการรุนแรง) อาหารแสลงโรคที่พบบ่อยได้แก่ อาหารไขมันสูง เครื่องเทศบางอย่าง มะเขือเทศ ส้ม ส้มโอ มะนาว กระเทียม หัวหอม นม น้ำอัดลม กาแฟ ชา ชอคโกแลต และมิ้นท์
ควรงดแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์ ไวน์ ฯลฯ)
(8). เลิกบุหรี่ (stop smoking)

บุหรี่มีสารนิโคตินที่กระตุ้นให้กระเพาะฯ หลั่งกรดมากขึ้น ทำให้ลมในท้องมากขึ้น
(9). เคี้ยวหมากฝรั่ง (chew gum)

หมากฝรั่งเพิ่มการหลั่งน้ำลาย ซึ่งเมื่อกลืนลงไปจะช่วยลดความเข้มข้นของกรดและน้ำย่อยในหลอดอาหาร ทำให้อาการทุเลาลง (ควรลองดู เพราะบางคนก็มีอาการท้องอืดจากน้ำตาลเทียมในหมากฝรั่งได้ - ผู้เขียน)
(10). ปรึกษายากับหมอ (medications)

ยาบางอย่างอาจทำให้อาการแย่ลง เช่น แอสไพริน ยากดการอักเสบหรือ "ยากระดูก" (NSAIDs) ฯลฯ
วิธีง่ายๆ คือ นำยาที่ใช้ทุกชนิดไปให้หมอหรือเภสัชกรที่ดูแลท่านตรวจสอบว่า กินต่อดีหรือไม่
(11). หนุนหัวเตียง (raise your bed's head)

การหนุนขาเตียงด้านหัวเตียงให้สูงกว่าขาเตียงด้านเท้ามักจะทำให้กรดไหลย้อนช่วงนอนลดลง
ไม่ควรหนุนหมอนสูง หรือหนุนหมอนหลายใบแทนการหนุนขาเตียง เนื่องจากอาจทำให้ปวดคอได้
(12). ออกกำลังให้เป็น (exercise wisely = ออกกำลังอย่างฉลาด)ไม่ออกกำลังหลังอาหารทันที ควรรอประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารส่วนใหญ่ไหลลงลำไส้เล็กไปก่อนออกกำลัง

Credit: http://health2u.exteen.com/20090305/gerd